รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ด้วยข้อดีในเรื่องของความประหยัด ทั้งค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ ที่ต่ำกว่ารถใช้น้ำมันเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าการซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการชาร์จไฟให้กับรถตัว ใครที่อยู่คอนโดไม่มีสถานีชาร์จ ก็อาจจะต้องไปชาร์จที่สถานีชาร์รถไฟฟ้าตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์บางยี่ห้อ ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ แต่ใครที่มีบ้าน อยากแนะนำว่าให้ติดตั้ง EV Charger ไว้ที่บ้าน ซึ่งจะได้รับความสะดวกมากที่สุด แต่ก่อนจะติดตั้งแนะนำให้ตรวจสอบความพร้อมของบ้านก่อนกันครับ

รู้จักกับ EV Charger กันก่อน

เราเริ่มต้นกับการทำความรู้จัก EV Charger กันก่อนครับ อธิบายง่ายๆ ก็คือ อุปกรณ์สำหรับชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

  1. Quick Charger แบบ DC เป็นรูปแบบของระบบการชาร์จด้วยตู้ EV Charger ที่มีการจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เข้าไปที่แบตเตอรี่โดยตรง ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จที่น้อยกว่าแบบอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังชาร์จที่ตู้ชาร์จสามารถทำได้ รวมถึงกำลังชาร์จที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นรองรับด้วย ปัจจุบันนี้เราจะพบตู้ชาร์จแบบ DC ได้ตามสถานีชาร์จต่างๆ ตามปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์ และสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ
  2. Normal Charger (Double Speed Charge) ในรูปแบบ Wall Box หรือเป็นกล่องตู้ติดตั้งอยู่ที่บ้านนั่เอง ซึ่งจะเป็นการชาร์จด้วยไฟกระแสสลับ (AC) พบตามบ้านทั่วไป รวมถึงโรงแรม และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งลักษณะการทำงานก็จะมีการแปลงไฟกระแสสลับให้เป็นไฟกระแสตรง แบบนี้จะใช้เวลาชาร์จค่อนข้างนาน เรียกว่าเหมาะกับคนที่ต้องการชาร์จรถที่บ้านมาก เสียบสายชาร์จตั้งแต่กลับบ้านช่วงเย็นๆ แล้วก็ไปนอน เช้ามาก็เต็มพอดี แนวๆ นี้ครับ ระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับกำลังไฟตัวตู้ชาร์จ และการรองรับของรถยนต์ไฟฟ้าด้วย โดยเฉลี่ยอยู่อยู่ 4 – 9 ชั่วโมง
  3. Normal Charger แบบอุปกรณ์เต้ารับ ลักษณะก็จะเหมือนการต่อไฟจากบ้านเขารถโดยตรงผ่านตัวอุปกรณ์ ซึ่งบ้านที่จะสามารถจ่ายไฟได้ จะต้องติดตั้งมิเตอร์แบบ 15(45)A เพราะว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูงขณะทำการชาร์จนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบสายไฟ สะพานไฟ ด้วยว่าสามารถรองรับได้หรือไม่ และอุปกรณ์ชาร์จควรจะมีระบบตัดไฟอัตโนมัติ หรือตัดไฟเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย สำหรับระยะเวลาในการชาร์จแบบนี้จะช้าที่สุดครับ เวลาที่ใช้ราวๆ 12 – 15 ชั่วโมง

6 สิ่งต้องเช็ค ก่อนติดตั้ง EV Charger

ตอนนี้ก็มาดูกันว่า เราจะต้องเช็คอะไรบ้าง ก่อนจะติดตั้ง EV Charger ไว้ใช้ที่บ้าน สำหรับคำแนะนำจากทางการไฟฟ้านครหลวงนั้น ก็แนะนำไว้ 2 อย่างหลักๆ เลยก็คือ แนะนำให้เพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า เป็น 30(100)A แบบเฟสเดียว หรือ 30(100)A แบบ 3 เฟส และบ้านไหนไม่สะดวกที่จะปรับปรุงระบบไฟฟ้าใหม่ ให้ทำการขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 สำหรับ EV Charger โดยเฉพาะไปเลย โดยสามารถเลือกใช้มิเตอร์แบบ TOU ได้อีกด้วย

1.ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้าน

เริ่มจากดูขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านเราก่อน ถ้าใครไม่ทราบแนะนำให้ดูที่มิเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณหน้าบ้าน หรือสอบถามจากการไฟฟ้าใกล้บ้าน สำหรับคำแนะนำจากการไฟฟ้า สำหรับไฟ 1 เฟส ต้องมีขนาดมิเตอร์ 30 แอมป์ขึ้นไป ส่วนไฟ 3 เฟส แนะนำว่าต้องมีขนาดมิเตอร์ 15/14 แอมป์

2.ขนาดสายไฟเมนของบ้าน

สำหรับขนาดของสายไฟเมนที่เชื่อมต่อมายังตู้ควบคุม ต้องมีขนาด 256 ตารางมิลลิเมตร หรือขนาดที่ใหญ่กว่านี้ ซึ่งขนาดที่ว่านี้เป็นขนาดของเส้นทองแดง นอกจากนี้ตู้ควบคุม Main Circuit Breaker ควรใช้ตู้ที่รองรับกระแสไฟได้สูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์

3.ตู้ควบคุมไฟฟ้า Main Circuit Breaker

ตู้ควบคุมไฟฟ้าของบ้านจะต้องรองรับกระแสไฟสูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์ มีช่องว่างสำหรับติดตั้ง Miniature Circuit Breaker , 1P ขนาด 16A ซึ่งจะต้องเป็นช่องแยกจ่ายไฟออกมาจากส่วนอื่นๆ

4.เครื่องตัดไฟรั่ว RCD (Residual Current Devices)

เราควรติดตั้งเครื่องตัดวงจร กรณีการรัดวงจรของอุปกรณ์​ มีค่ากระแสไฟฟ้าไหลเข้าออกไม่เท่ากัน รวมถึงสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ไฟรั่ว ไฟเกินอีกด้วย ซึ่งเครื่องตัดไฟรั่วจะทำการตรวจสอบกระแสไฟที่ไหลผ่าน หากพบกว่ามีกระแสไฟที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการหายไปบางส่วน เช่น รั่วไหลไปลงดิน รั่วไหลไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ เพราะมีการชำรุดของอุปกรณ์ ก็จะทำหน้าที่ตัดไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟดูด หรือเกิดไฟไหม้ อีกทั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีควรมีระบบตัดไฟอย่างน้อย RCD Type B หรือเทียบเท่า

5.เต้ารับ EV Socket Outlet

สำหรับเสียบสายชาร์จ เป็นชนิด 3 รู ต้องทนต่อกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16 A ตาม มอก.166-2549 หรืออาจเป็นเต้าสำหรับอุตสาหกรรม ต้องมีหลักดิน ซึ่งแนะนำให้แยกออกจากหลักดิน ของระบบไฟเดิมของบ้าน โดยใช้สายต่อหลักดิน เป็นสายหุ้มฉนวน ที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 ตารางมิลลิเมตร ส่วนหลักดิน ควรมีขนาด 16 มิลลิเมตร ยาว 2.4 เมตร ตามมาตรฐาน และการต่อสายดินกับหลักดิน ควรเชื่อมต่อกันด้วยความร้อน

6.ตำแหน่งการติดตั้ง EV Charger

ให้สำรวจบริเวณบ้าน ตำแหน่งที่เราจอดรถก่อนว่า มีพื้นที่เพียงพอต่อการจอดรถ และเสียบสายชาร์จหรือไม่ คำแนะนำก็คือ ควรมีระยะห่างระหว่าง EV Charger กับตัวรถไม่เกิน 5 เมตร และพื้นที่นั้นควรจะเป็นที่ร่มมีหลังคา กันแดด กันฝนได้

สำหรับท่านที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแล้วมีโปรโมชั่นแถม EV Charger มาให้เรียบร้อย ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก เพราะจะมีช่างมาช่วยตรวจสอบให้เราทั้งหมด รวมถึงติดตั้งให้เรียบร้อยด้วย แบบนี้ก็จะสะดวกหน่อย แต่ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ซื้อแล้ว เราต้องมาติดตั้งเอง ก็แนะนำให้ตรวจสอบให้ดีก่อน หากเราไม่ได้มีความชำนาญเรื่องพวกนี้ ไม่แนะนำให้ซื้อตามออนไลน์แล้วมาติดตั้งเองนะครับ เพราะมีความเสี่ยงในเรื่องของไฟฟ้าค่อนข้างสูง ลองหาช่างหรือบริษัทที่รับติดตั้งมาจัดการให้จะดีทึ่สุดครับ

ภาพประกอบ : Freepik

บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด บริษัทในกลุ่มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้แทนจำหน่ายเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Wallbox อย่างเป็นทางการในประเทศไทย (Authorized Distributor) ร่วมกับ บริษัท Wallbox Chargers S.L.U ประเทศสเปน เตรียมเผยโฉมเครื่องชาร์จฯ รุ่นใหม่ล่าสุดก่อนใครในเอเชีย “Wallbox Pulsar Pro” ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าธุรกิจที่สนใจทำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ภายในงาน Future Mobility Asia 2023 (FMA 2023) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 9.00-18.00 น. ณ บูท MB29 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมยกขบวนเครื่องชาร์จฯ หลากหลายรุ่น อาทิ “Pulsar Max” เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับบ้าน “Commander 2 & Commander 2S” สำหรับภาคธุรกิจ และ “Supernova” อัปเกรดใหม่ 150 kW ที่เหมาะกับพื้นที่สาธารณะ มาจัดแสดงในงานดังกล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโปรโมชันสุดพิเศษเครื่องชาร์จฯ พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง รับส่วนลดกว่า 9,000 บาท พบกูรูให้คำปรึกษาการทำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งสำหรับธุรกิจรายย่อยขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จฯ เพื่อให้บริการผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า

สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้
ที่ https://bit.ly/fmavisitor_innopower

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
LINE Official Account@innoev https://lin.ee/xksYXla
หรือ evcharger@innopower.co.th

Source : Energy News Center

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ แต่ยังคงต้องอาศัยความพยายามจากภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

IEA รายงานการติดตามความคืบหน้าด้านพลังงานสะอาด (TCEP) ว่า มีสัญญาณบวกเกี่ยวกับความคืบหน้าด้านพลังงานสะอาดในหลายภาคส่วน แต่ยังต้องอาศัยความพยายามอีกมาก เพื่อผลักดันให้โลกมุ่งสู่การปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในกลางศตวรรษนี้

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า รายงาน TCEP ซึ่งตีพิมพ์เป็นประจำทุกปี นั้นอาศัยการพิจารณาข้อมูลจากระบบพลังงานทั้งหมด 55 ส่วน โดยเมื่อปี 2564 TCEP ได้วิเคราะห์ความก้าวหน้าของภาคส่วนเหล่านี้ เพื่อบรรลุหมุดหมายระยะกลางที่สำคัญภายในสิ้นทศวรรษนี้ตามนโยบายมุ่งสู่การปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ของ IEA

ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า IEA ระบุว่า ยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากเมื่อปี 2564 โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 9% ของตลาดรถยนต์ และคาดว่าภายในปี 2565 จะได้เห็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แตะที่ระดับ 13% ของยอดขายรถยนต์ขนาดเล็กทั่วโลก

ทั้งนี้ ในถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของ IEA ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2564 แตะที่ 6.6 ล้านคัน ขณะที่ ยอดขายในไตรมาส 1/2565 อยู่ที่ 2 ล้านคัน ซึ่งพุ่งขึ้น 75% เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนแรกของปี 2564

Source : RYT9.COM

เอบีม คอนซัลติ้ง ชี้“จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า” ในคอนโดกรุงเทพฯ ยังขาดแคลนและมีค่าใช้จ่ายสูงเฉลี่ย 10 บาท ต่อกิโลวัตต์ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ กฟน.กำหนด ยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย)เปิดเผยผลสำรวจจำนวนจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าล่าสุดเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565  พบจำนวนจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอ และค่าไฟฟ้าที่สูงเป็นอุปสรรคหลักในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่(BEV: Battery Electric Vehicles) สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรืออาคารสูงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (BMR: Bangkok Metropolitan Region) 

โดยโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV มีประมาณ 3% ของ นอกจากนี้ ประมาณ 3 ใน 4 ของคอนโดมิเนียมที่มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีจุดชาร์จรองรับได้เพียง 1 หรือ 2 คันพร้อมกันเท่านั้น โดยรวมแล้ว โครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีพื้นที่สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดได้เพียงประมาณ 400 คัน

ในปัจจุบัน คอนโดมิเนียมใช้รูปแบบการกำหนดราคาชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย โดยการกำหนดราคาตามเวลา (64%) เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด รองลงมาคือการชำระค่าไฟฟ้าตามปริมาณที่ใช้ไป (31%) มีเพียง 1% ที่ใช้รูปแบบการคิดราคาคงที่ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาหรือหน่วยไฟฟ้า และอีก 4% มีบริการจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย

โดยส่วนใหญ่แล้ว การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในอาคารหรือคอนโดมิเนียมนั้นไม่ได้ถูกอย่างที่คิด มากกว่าครึ่งของโครงการคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลคิดอัตราค่าไฟฟ้าตามหน่วยคือ 10 บาท ต่อ กิโลวัตต์ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของค่าไฟฟ้าสูงสุดที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กำหนดที่ 4.7 บาท

ซึ่งทำให้ผู้บริโภคที่คิดจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เพื่อลดค่าน้ำมันจำเป็นต้องกลับไปทบทวนการตัดสินใจอีกครั้งเพราะการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในคอนโดส่วนใหญ่จำเป็นต้องเสียค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ถูกกว่าการเติมน้ำมันในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE: Internal Combustion Engine) ที่ประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไฮบริด

การวิจัยพบว่า 90% ของคอนโดมิเนียมมีที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 22 กิโลวัตต์ ซึ่งมากเกินความจำเป็นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ณ ปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ยังรองรับการชาร์จแบบธรรมดาด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Charging) ได้ไม่เกิน 7 กิโลวัตต์ อีกทั้งราคาของที่ชาร์จขนาด 22 กิโลวัตต์ก็สูงกว่าราคาที่ชาร์จขนาด 7 กิโลวัตต์ ถึง 20%

ขณะนี้ รัฐบาลทั่วภูมิภาคเอเชียเริ่มมีการออกกฎระเบียบใหม่เพื่อรองรับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังเติบโต ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศสิงค์โปร์ ได้กำหนด 8 พื้นที่นำร่องที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาการเคหะ (HBD: Housing and Development Board) ที่รองรับประชากรในประเทศสิงค์โปร์ถึง 20% นั้น จะต้องมีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 3-12 จุดต่ออาคารภายในปี พ.ศ.2568 หรือประมาณ 12,000 จุดโดยรวม โดยนโยบายดังกล่าวจะถูกบังคับใช้กับพื้นที่ที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาการเคหะทั้งหมดในประเทศสิงค์โปร์ภายในปีพ.ศ.2573 นอกจากนี้รัฐบาลสิงค์โปร์ยังมีการสนับสนุนเงินทุนสูงสุดถึง 50% สำหรับเครื่องชาร์จอัจฉริยะ (Smart Chargers) ทั้งหมด อีกทั้งสิงค์โปร์ยังมีแผนที่จะออกกฎหมายใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าอาคารมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอสำหรับ 15% ของที่จอดรถสำหรับติดตั้งจุดชาร์จ 7.4kW และอย่างน้อย 1% ของที่จอดรถจะต้องเป็นที่จอดรถที่มีที่ชาร์จ EV

ทางด้านประเทศจีน มีเมืองใหญ่หลายเมืองที่ได้ออกกฎหมายบังคับให้อาคารใหม่ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร ในขณะที่ฮ่องกงกำลังสนับสนุนการพัฒนาอาคารปัจจุบันเพื่อการติดตั้งโครงสร้างที่รองรับจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้เงินทุนสูงถึง 4,000 เหรียญสหรัฐต่อพื้นที่จอดรถ สำหรับที่จอดรถทั้งหมด 140,000 แห่งภายในปีพ.ศ. 2571 โดยคิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ผลการสำรวจในปีพ.ศ.2564 โดย เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) เกี่ยวกับความสนใจของผู้บริโภคในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า พบว่าข้อกังวลหลักคือ เวลาในการชาร์จที่ยาวนาน (50%) ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจุดชาร์จที่บ้าน (40%) และปัญหาที่พบในการติดตั้งจุดชาร์จที่บ้าน (20%)

นาย โจนาธาน วาร์กัส รุยซ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สถานการณ์ปัจจุบันดังกล่าวเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำหรับรัฐบาลไทยในการบรรลุเป้าหมายด้านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เนื่องจากในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลประชาชนมากกว่า 1 ใน 3 อาศัยอยู่ในอาคารและอพาร์ตเมนต์ ดังนั้นเพื่อเร่งความคืบหน้าในการเปลี่ยนให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานของจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัวจำเป็นต้องรองรับให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค”

“เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนในอนาคต ประเทศไทยควรมีการเริ่มปรับใช้กฎระเบียบเพื่อกำหนดให้อาคารใหม่ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และดูแลให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าการเติบโตของการปรับใช้รถยนต์ไฟฟ้า จะดำเนินต่อไปตามที่คาดไว้ การชาร์จที่บ้านมักจะเป็นวิธีการชาร์จทั่วไปสำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถชาร์จรถยนต์ได้แบบไร้ข้อกังวล”

Source : ฐานเศรษฐกิจ

การไฟฟ้านครหลวง เริ่มเก็บค่าบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 7.50 บาท ต่อหน่วย พิเศษตลอดเดือนสิงหาคม รับเงินคืน CASH BACK 50% เริ่มวันนี้ 

วันที่ 1 สิงหาคม 2565 การไฟฟ้านครหลวง เริ่มเก็บค่าบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หลังจากที่ได้มอบสิทธิพิเศษให้ประชาชนชาร์จไฟฟรีครบกำหนดแล้ว โดย MEA EV จะเริ่มเก็บค่าบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัตราเดียว 7.50 บาทต่อหน่วย (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมรับเงินคืน CASH BACK ผ่าน MEA EV Wallet 50% เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาการไฟฟ้านครหลวง MEA ครบรอบ 64 ปี ตั้งแต่วันที่ 1-31 สิงหาคม 2565 ระบบจะนำเงินเข้า Wallet MEA EV Application ภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และจำนวนเงินที่ชาร์จ (ภายในเวลาที่กำหนด) สำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ร่วมแคมเปญ มีรายละเอียด ดังนี้

สถานีชาร์จ ที่ทำการ MEA

  • วัดเลียบ
  • บางขุนเทียน
  • บางเขน
  • บางใหญ่
  • ธนบุรี
  • สมุทรปราการ
  • ลาดกระบัง
  • นนทบุรี
  • บางกะปิ
  • บางพลี
  • ยานนาวา
  • บางนา
  • นวลจันทร์
  • บางบัวทอง
  • มีนบุรี
  • เพลินจิต
  • บางพูด

สถานีชาร์จในพื้นที่พันธมิตร

  • 7-Eleven สาขาบ้านสวนลาซาลและสาขาบางขุนนนท์
  • หมู่บ้าน THER
  • ลาดพร้าว 93
  • ศูนย์บริการ MK Plus
  • สวนเบญจกิติ

เงื่อนไขการใช้สิทธิ

  • ไม่สามารถโอนเงินที่ได้รับจาก MEA ออกจาก MEA EV Wallet ได้ และไม่สามารถจำหน่าย หรือโอนสิทธิในการร่วมกิจกรรมให้ผู้อื่นได้
  • ผู้ร่วมกิจกรรมรับทราบและยินยอมให้ MEA มีสิทธิในการเข้าถึงและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจากรายละเอียดที่ได้ทำการลงทะเบียนไว้ เพื่อประโยชน์สำหรับกิจกรรมทางการตลาด การโฆษณา รวมถึงวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ที่เหมาะสมได้
  • ผู้ร่วมกิจกรรมไม่มีสิทธิเรียกร้องความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการร่วมกิจกรรม
  • จะไม่รับผิดชอบกรณีเกิดข้อขัดข้องของเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงจนเป็นเหตุให้เกิดความสูญหายของข้อมูลในระยะเวลาของการจัดกิจกรรม
  • หากผู้ร่วมกิจกรรมประพฤติตัวไม่เหมาะสม สร้างความเสื่อมเสีย หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน MEA สามารถตัดสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมของบุคคลนั้นทันที โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น
  • จะไม่รับผิดชอบการกระทำของผู้ร่วมกิจกรรม อันส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น โดยผู้ร่วมกิจกรรมต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตนเองแต่ฝ่ายเดียว
  • ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลง ยกเลิก หรือยุติกิจกรรม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และสงวนสิทธิในการพิจารณาข้อพิพาท โดยคำตัดสินของ MEA ถือเป็นที่สิ้นสุด

Source : ประชาชาติธุรกิจ
Photo : Daniel LEAL / AFP